การใช้ GPS ในรถเช่าญี่ปุ่นอาจดูยุ่งยากสำหรับนักท่องเที่ยวไทย เพราะหน้าจอรถเช่าหลายรุ่นมีภาษาญี่ปุ่นและใช้ระบบค้นหาที่แตกต่างจาก Google Maps แต่จริง ๆ แล้วมีวิธีตั้งจุดหมายที่ใช้งานง่าย เพราะระบบนำทางสามารถค้นหาจุดหมายได้หลายวิธี ทั้งชื่อสถานที่ เบอร์โทรศัพท์ และ MAPCODE บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่การหา MAPCODE การตั้งค่าระบบนำทาง ไปจนถึงเทคนิคในการใช้ระบบนำทางและข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การขับรถเที่ยวญี่ปุ่นได้สะดวกขึ้น
เลือกดูตามหัวข้อ
ทำความรู้จัก GPS ในรถยนต์ญี่ปุ่น
รถเช่าในญี่ปุ่นจำนวนมากมีระบบนำทางติดตั้งมาให้ โดยเมนูและวิธีใช้งานอาจแตกต่างกันตามยี่ห้อ รุ่น และปีของรถ ดังนั้นก่อนออกจากสาขาเช่ารถ ควรสอบถามพนักงาน ลองเปิดหน้าจอและตรวจสอบว่าระบบรองรับภาษาอังกฤษหรือไม่ รวมถึงลองตั้งจุดหมายปลายทางสัก 1 แห่งก่อนเริ่มขับจริง
สิ่งที่ควรเช็กก่อนออกเดินทางมีดังนี้ :
- ตั้งค่าภาษาเป็น English ได้หรือไม่
- ระบบรองรับ MAPCODE หรือไม่
- มีปุ่ม Destination หรือไม่
- สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์เพื่อใช้ Google Maps ได้หรือไม่
- ทดลองค้นหาจุดหมายให้สำเร็จก่อนออกจากสาขา
หากหน้าจอเป็นภาษาญี่ปุ่น ไม่ต้องตกใจ ให้จำคำสำคัญไว้ก็ช่วยให้ใช้งานง่ายขึ้นมาก ตัวอย่างคำสำคัญ :
目的地 (Mokuteki-chi) = จุดหมายปลายทาง
検索 (Kensaku) = ค้นหา
案内開始 (Annai Kaishi) = เริ่มนำทาง
マップコード = MAPCODE
วิธีใส่จุดหมายในระบบนำทาง
ระบบนำทางในรถญี่ปุ่นมักค้นหาจุดหมายได้อย่างน้อย 4 วิธี ได้แก่ ชื่อสถานที่ เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ และ MAPCODE สำหรับนักท่องเที่ยวการใช้เบอร์โทรศัพท์ของโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวมักง่ายกว่าการพิมพ์ที่อยู่ภาษาญี่ปุ่น
แนะนำให้ใส่เบอร์โทรศัพท์ตั้งแต่รหัสพื้นที่ โดยใช้หมายเลขญี่ปุ่นที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 และไม่ต้องใส่รหัสประเทศ +81 ส่วนสถานที่ธรรมชาติ จุดชมวิว หรือลานจอดรถที่ไม่มีเบอร์โทรศัพท์ สามารถค้นหาด้วย MAPCODE แทนได้
ขั้นตอนตั้งจุดหมายทั่วไปมีดังนี้ :
- กดปุ่ม Destination หรือคำภาษาญี่ปุ่นว่า 目的地
- เลือก Telephone Number, Address, Name หรือ MAPCODE
- ใส่ข้อมูลแล้วตรวจชื่อจังหวัด เมือง และชื่อสาขา
- ดูตำแหน่งปลายทางบนแผนที่ก่อนกด Start Guidance
วิธีตั้งค่าภาษาในระบบนำทาง






*ฟังก์ชันบางส่วนไม่รองรับหลายภาษา

การค้นหาตำแหน่งในระบบนำทาง
การกำหนดที่หมายด้วยรหัส MAPCODE
สามารถค้นหาชื่อสถานที่ในเว็บไซต์ https://japanmapcode.com/en และคัดลอกรหัส MAPCODE เพื่อใช้ในระบบนำทางในรถได้




การกำหนดที่หมายด้วยเบอร์โทรศัพท์





MAPCODE กับ Google Maps ใช้อันไหนดี?
ทั้ง MAPCODE และ Google Maps มีข้อดีต่างกัน และสำหรับการเช่ารถญี่ปุ่นครั้งแรก วิธีที่เหมาะสำหรับมือใหม่คือใช้ระบบนำทาง 2 ระบบร่วมกัน โดยให้ระบบนำทาง ในรถเป็นระบบหลัก และใช้ Google Maps หรือแอปแผนที่บนโทรศัพท์ช่วยตรวจสอบตำแหน่ง
MAPCODE เหมาะกับการตั้งจุดหมายในระบบนำทางของรถ โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยว จุดชมวิว ลานจอดรถ ส่วน Google Maps เหมาะกับการวางแผนเส้นทาง ดูการจราจร และค้นหาร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน หรือสถานที่ระหว่างทาง
เทคนิคใช้ระบบนำทางให้ขับรถญี่ปุ่นง่ายและปลอดภัย
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การจำเมนูของรถให้ได้ทั้งหมด แต่คือการเตรียมข้อมูลก่อนเริ่มขับ เพราะการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาระหว่างทางอาจทำให้เสียสมาธิ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งขับรถฝั่งซ้ายในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก
ก่อนออกเดินทางแต่ละวัน แนะนำให้เผื่อเวลาสำหรับการตั้งระบบประมาณ 5–10 นาที และตรวจสอบจุดหมายให้เรียบร้อย หากเดินทางเป็นครอบครัวหรือมีสัมภาระจำนวนมาก ควรให้ผู้โดยสารเป็นคนช่วยตรวจสอบ Google Maps แทนคนขับ
สิ่งที่ควรทำทุกครั้งก่อนออกรถ :
- ตรวจสอบชื่อสถานที่และตำแหน่งปลายทาง
- เช็กว่าเส้นทางมีทางด่วนหรือไม่
- ตรวจสอบเวลาการเดินทางและระยะทาง
- เตรียมจุดแวะพักทุกประมาณ 1–2 ชั่วโมง
- ตั้งระบบนำทางให้เสร็จก่อนออกรถ
- หากหลงทาง ให้จอดในพื้นที่ปลอดภัยก่อนปรับเส้นทาง
ข้อควรระวัง
- ระบบนำทางเป็นเพียงตัวช่วย ไม่ควรขับตามหน้าจอโดยไม่สังเกตป้ายจราจรจริง หากระบบบอกให้เลี้ยวแต่มีป้ายห้ามเลี้ยวหรือถนนปิด ให้ยึดป้ายจราจรและสภาพถนนจริงเป็นหลัก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้ระบบนำทางในญี่ปุ่น
ปัญหาที่พบบ่อยไม่ได้เกิดจาก GPS เสีย แต่เกิดจากการเลือกสถานที่ผิดสาขา ปักหมุดหน้าตึกแทนทางเข้าลานจอดรถ หรือเชื่อเส้นทางในระบบโดยไม่ดูป้ายจราจรจริง โรงแรม สถานีรถไฟ ห้างสรรพสินค้า และร้านเช่ารถหลายแห่งมีทางเข้ามากกว่า 1 ด้าน จึงควรตรวจคำว่า Parking, 駐車場 หรือชื่อสาขาเต็มก่อนออกเดินทาง
หากเป็นวันคืนรถใกล้สนามบิน ควรตั้งจุดหมายเป็นชื่อ “สาขาคืนรถ” โดยตรง ไม่ควรตั้งชื่อสนามบินเพียงอย่างเดียว เพราะสาขารถเช่าอาจอยู่ห่างจากอาคารผู้โดยสารหลายกิโลเมตร และต้องนั่งรถรับส่งของบริษัทต่อไปยังสนามบิน
หากขับผิดทาง ให้ปล่อยให้ระบบคำนวณเส้นทางใหม่ ไม่ควรถอยรถ เปลี่ยนเลนฉุกเฉิน หรือหยุดรถบนถนนเพื่อกลับเข้าทางเดิม เมื่อต้องแก้จุดหมาย ควรหาที่จอดปลอดภัยและเผื่อเวลา 3–5 นาที แทนการกดหน้าจอระหว่างขับรถ
สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนออกเดินทาง :
- จังหวัดและเมืองตรงกับแผนการเดินทางหรือไม่
- จุดหมายเป็นตัวอาคาร ลานจอดรถ หรือทางเข้าที่รถเข้าได้
- ระบบเปิดใช้ทางด่วนหรือหลีกเลี่ยงทางด่วนตามที่ต้องการ
- เวลาถึงเผื่อรถติด แวะพัก และเติมน้ำมันแล้วหรือยัง
- เส้นทางมีถนนปิดหรือข้อจำกัดตามฤดูกาลหรือไม่
คำถามที่พบบ่อย
Q: รถเช่าญี่ปุ่นทุกคันมี MAPCODE หรือไม่?
A: ส่วนใหญ่รถทุกคันจะมีระบบนำทางมาให้ อย่างไรรถแต่ละรุ่นและระบบนำทางอาจรองรับฟังก์ชันแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบกับบริษัทเช่ารถก่อนเดินทาง หากรถรองรับ MAPCODE สามารถใช้รหัสตัวเลขเพื่อตั้งจุดหมายได้
Q: ถ้าไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น ใช้ระบบนำทางในรถได้ไหม?
A: ได้ รถบางรุ่นสามารถเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษได้ และรองรับการตั้งจุดหมายด้วย MAPCODE โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ชื่อสถานที่ภาษาญี่ปุ่น ทั้งนี้เมนูและภาษาที่รองรับขึ้นอยู่กับรุ่นของรถ
Q: รหัส MAPCODE หาได้จากที่ไหน
A: สามารถหาได้จากเว็บไซต์ กดที่นี่ โดยค้นหาสถานที่ เปิดแผนที่ให้ตรงตำแหน่ง แล้วดู MAPCODE จากเมนูแผนที่หรือหน้ารายละเอียดสถานที่ รหัสมักมีตัวเลข 6–12 หลัก และควรคัดลอกเครื่องหมาย * มาด้วยถ้ามี
Q: ใส่เบอร์โทรแล้วค้นหาไม่เจอควรทำอย่างไร
A: ตรวจสอบว่าใส่เบอร์ญี่ปุ่นที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 โดยไม่ได้ใส่ +81 หากยังค้นหาไม่พบ ให้ลองใช้ชื่อสถานที่หรือรหัส MAPCODE
Q: ถ้าระบบนำทางพาไปผิดทางควรทำอย่างไร?
A: ไม่ควรเปลี่ยนเส้นทางด้วยโทรศัพท์ขณะขับรถ ให้ขับต่อจนถึงจุดที่สามารถจอดได้อย่างปลอดภัย เช่น ลานจอดรถหรือจุดพัก จากนั้นตรวจสอบรหัส MAPCODE หรือที่ตั้ง Google Maps แล้วตั้งเส้นทางใหม่
การใช้ระบบนำทางในรถยนต์ญี่ปุ่นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แม้จะไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นก็ตาม หากเตรียม MAPCODE ของสถานที่สำคัญไว้ล่วงหน้า และใช้ Google Maps สำหรับวางแผนเส้นทาง ตรวจสอบการจราจร และค้นหาสถานที่ระหว่างทาง ก็สามารถขับรถเที่ยวญี่ปุ่นได้สะดวกขึ้นมาก
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เตรียมทั้งสองระบบไว้เป็นตัวช่วยสำรอง และตั้งจุดหมายให้เรียบร้อยก่อนออกรถทุกครั้ง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเช่ารถและการขับรถเที่ยวญี่ปุ่น สอบถามเพิ่มเติมที่ paijapanmai.com ได้เลย
