รับรถเช่าที่สนามบิน 4 ขั้นตอนควรรู้ก่อนรับรถ

การเช่ารถญี่ปุ่นจากสนามบินเหมาะมากสำหรับคนที่อยากเริ่มทริปทันทีหลังลงเครื่อง โดยเฉพาะเส้นทาง ฟูจิ ฮอกไกโด คิวชู โทโฮคุ  หรือเมืองที่ต้องเดินทางออกนอกตัวเมือง เพราะช่วยให้จัดการสัมภาระได้ง่ายขึ้น และวางแผนเดินทางกับกรุ๊ปใหญ่ได้สะดวกกว่า โดยเฉพาะทริปที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือกระเป๋าหลายใบ

อย่างไรก็ตาม การรับรถเช่าที่สนามบินญี่ปุ่นมีขั้นตอนมากกว่าการเดินไปขึ้นรถทันที เพราะบางสนามบินต้องติดต่อเคาน์เตอร์ รอ Shuttle Bus ไปยังสาขาจริง ทำสัญญา ตรวจรถ และตั้งค่า GPS ก่อนออกเดินทาง บทความนี้สรุปสิ่งที่นักท่องเที่ยวไทยควรรู้ก่อนรับรถที่สนามบิน ตั้งแต่เอกสาร ขั้นตอนรับรถ การตรวจรถ การรับมือเมื่อไฟลท์ดีเลย์ และการคืนรถให้ทันไฟลท์ เพื่อให้เริ่มทริปได้อย่างมั่นใจและลดปัญหาระหว่างทาง

รถเช่าที่สนามบิน-นาโกย่า

เตรียมเอกสารให้ครบก่อนรับรถที่สนามบิน

สิ่งสำคัญของการเช่ารถญี่ปุ่นคือเอกสารของผู้ขับ โดยนักท่องเที่ยวไทยต้องมีใบขับขี่สากลตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 พร้อมหนังสือเดินทางตัวจริงในวันรับรถ ญี่ปุ่นอนุญาตให้ใช้ใบขับขี่ต่างประเทศตามเงื่อนไขที่กำหนด และ Toyota Rent a Car ระบุว่าใบอนุญาตขับขี่สำหรับชาวต่างชาติใช้ได้สูงสุด 1 ปีนับจากวันที่เข้าญี่ปุ่น หรือจนกว่าใบอนุญาตจะหมดอายุ

มีคนขับมากกว่า 1 คน

  • ผู้ขับทุกคนต้องมีเอกสารครบและแจ้งกับพนักงานที่สาขา เพื่อลงทะเบียนชื่อในสัญญาเช่าให้เงื่อนไขประกันครอบคลุมถูกต้อง

Checklist เอกสารที่ต้องเตรียม :

  • ใบขับขี่สากล Geneva Convention ค.ศ. 1949
  • หนังสือเดินทาง (Passport)
  • ใบยืนยันการจองรถ
  • เงินสด หรือบัตรเครดิต สำหรับชำระเงิน (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขแต่ละบริษัท)

รับรถเช่าที่สนามบินต้องไปจุดไหน ใช้เวลานานไหม

การรับรถเช่าที่สนามบินญี่ปุ่นไม่ได้หมายความว่าสาขารับรถอยู่หน้าอาคารผู้โดยสารเสมอไป บางสนามบินมีเคาน์เตอร์เช่ารถภายในอาคาร จากนั้นพนักงานจะเรียกรถรับส่ง (Shuttle Bus) พาไปยังสาขาที่อยู่ด้านนอกสนามบิน ระยะเวลารวมตั้งแต่รับกระเป๋า ผ่านด่านตรวจเอกสาร รอ Shuttle Bus และทำสัญญาเช่า อาจใช้ประมาณ 40–90 นาทีในวันเดินทางจริง

อีกจุดที่นักท่องเที่ยวควรรู้คือ เวลารับรถควรเผื่อจากเวลาเครื่องลงจริง ไม่ใช่เวลาตามตารางบินเท่านั้น เพราะหลังเครื่องลงแล้วยังต้องผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋า เปิดอินเทอร์เน็ต ติดต่อเคาน์เตอร์ และรอรถรับส่งไปยังสาขารถเช่า หากเป็นสนามบินใหญ่หรือช่วงฤดูท่องเที่ยว เช่น ซากุระ ใบไม้เปลี่ยนสี ปีใหม่ หรือหน้าหนาวฮอกไกโด เวลารออาจนานกว่าปกติ

แนะนำให้รับรถหลังเวลาเครื่องลงประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง จะปลอดภัยกว่า เช่น หากเครื่องลงเวลา 10:00 น. ควรจองเวลารับรถประมาณ 11:30–12:00 น. แทนการจองทันทีหลังเครื่องลง วิธีนี้ช่วยลดความกังวลเรื่องไฟลท์ดีเลย์ คิวตรวจคนเข้าเมือง และกระเป๋าออกช้าได้ดี โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัมภาระหลายใบ

สนามบินใหญ่ เช่น Narita Airport, Haneda Airport, Kansai Airport, New Chitose Airport มักมีหลายบริษัทเช่ารถให้เลือก ทั้งบริษัทเช่ารถที่มีสาขาทั่วประเทศญี่ปุ่นและบริษัทเช่ารถท้องถิ่น แต่ช่วงวันหยุดยาวหรือฤดูท่องเที่ยว เคาน์เตอร์อาจมีคิวมากกว่าปกติ ดังนั้นไม่ควรวางแผนจุดเที่ยวแรกให้แน่นเกินไป โดยเฉพาะหากไฟลท์ถึงหลังเที่ยงหรือช่วงเย็น

ตัวอย่างบริษัทที่มีสาขาอยู่ในบริเวณสนามบิน Toyota Rent A Car สาขา Nagoya Central Japan International Airport(Centrair) และสาขา Kansai Airport

สิ่งที่ควรทำหลังลงเครื่อง :

  • รับกระเป๋าและเปิดอินเทอร์เน็ตให้พร้อม
  • เช็กอีเมลยืนยันการจองรถ
  • มองหาป้าย Rental Car / Car Rental Counter
  • แจ้งชื่อผู้จองและแสดงเอกสาร
  • รอ Shuttle Bus หรือเดินไปยังสาขาตามคำแนะนำของพนักงาน

ตัวอย่างการรับรถจาก Toyota Rent A Car สาขาสนามบินนาริตะ

รับรถสนามบินนาริตะ(2)
ติดต่อเคาน์เตอร์ที่อาคารผู้โดยสาร (ไม่มีเจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์)
รับรถสนามบินนาริตะ(3)
อ่านคำแนะนำและขั้นตอนต่าง ๆ หน้าเคาน์เตอร์ให้ละเอียด
รับรถสนามบินนาริตะ(5)
กดบัตรคิว แล้วไปยังจุดรอ Shuttle Bus ที่ระบุไว้ในบัตรคิว
รถรับส่งสนามบินนาริตะ
รอขึ้น Shuttle Bus ไปยังที่สาขา
ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที
รับรถสนามบินนาริตะ(6)
รอบเวลาของ Shuttle Bus สาขา Narita Airport

ขั้นตอนง่าย ๆ สำหรับสนามบินนาริตะ:

  • รับกระเป๋าและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง
  • ไปที่เคาน์เตอร์รถเช่าของบริษัทที่จองไว้
  • แสดงหนังสือเดินทาง ใบขับขี่สากล และใบจอง
  • นั่ง Shuttle Bus ไปสาขารับรถจริง ประมาณ 15 นาที
  • ตรวจรถ เซ็นเอกสาร ตั้ง GPS แล้วเริ่มขับออกเดินทาง

ถ้าต้องคืนรถที่นาริตะ ควรคืนที่สาขารถเช่าก่อน ไม่ใช่คืนหน้าอาคาร Terminal โดย Toyota ระบุว่าต้องคืนรถที่ Narita Airport Shop แล้วจึงนั่ง Shuttle Bus กลับไปยังสนามบิน ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เช่นกัน ดังนั้นหากมีไฟลท์ต่างประเทศ ควรเผื่อเวลาคืนรถ เติมน้ำมัน และนั่ง Shuttle Bus กลับ Terminal อย่างน้อย 2–3 ชั่วโมงก่อนเวลาเช็กอิน

อ่านรายละเอียดสาขา Narita Airport เพิ่มเติม ได้ที่ https://rent.toyota.co.jp/global_th/shop/route/1_0020.html

รับรถเช่าที่สนามบิน ถ้าไฟลท์ดีเลย์ ต้องทำอย่างไร

หากไฟลท์ดีเลย์หรือคาดว่าจะไปรับรถเช่าช้ากว่าเวลาที่จองไว้ ไม่ควรรอจนถึงเคาน์เตอร์แล้วค่อยแจ้ง เพราะสาขารถเช่าบางแห่งมีเวลาเปิด–ปิดชัดเจน และบางสนามบินต้องนั่ง Shuttle Bus จากอาคารผู้โดยสารไปยังสาขารับรถจริง หากไปถึงหลังเวลาทำการ อาจไม่สามารถรับรถได้ในวันนั้น หรืออาจต้องเลื่อนรับรถเป็นวันถัดไปตามเงื่อนไขของบริษัท

สิ่งที่ควรทำเมื่อรู้ว่าไฟลท์ดีเลย์หรือรับรถไม่ทันเวลา:

  • ติดต่อสาขารถเช่าทันที แจ้งบริษัทเช่ารถให้เร็วที่สุดพร้อมแจ้งชื่อผู้จองและหมายเลขการจอง
  • แจ้งหมายเลขไฟลท์ตั้งแต่ตอนจองรถ พร้อมแจ้งชื่อผู้จองและหมายเลขการจองหากกรอก Flight Number ไว้ บริษัทบางแห่งจะตรวจสอบสถานะเที่ยวบินได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรอได้ทุกกรณี
  • เช็กเวลาเปิด–ปิดของสาขารับรถโดยเฉพาะสาขาสนามบินภูมิภาค หรือสาขาที่ต้องใช้รถรับส่ง เพราะหากหมดเวลาทำการ อาจไม่มีพนักงานส่งมอบรถ
  • เตรียมข้อมูลสำคัญไว้ในมือถือเช่น เบอร์โทรสาขา อีเมลบริษัท หมายเลขการจอง ชื่อผู้จองเป็นภาษาอังกฤษ และเวลารับรถเดิม
  • เผื่อเวลาหลังเครื่องลงอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมงเพราะยังต้องผ่านตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋า ติดต่อเคาน์เตอร์ และเดินทางไปยังสาขารับรถจริง

ตรวจรถ 5 จุดก่อนขับออกจากสาขา

ก่อนขับรถออกจากสาขา ควรใช้เวลาประมาณ 20–30 นาทีเพื่อตรวจรถและทำความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เพราะหลังออกจากสาขาแล้ว หากพบรอยใหม่หรือใช้อุปกรณ์ไม่เป็น อาจเสียเวลาแก้ไขระหว่างทางมากกว่าเดิม จุดที่ควรถ่ายรูปเก็บไว้คือกันชน ล้อ แม็กซ์ กระจกมองข้าง ประตู และรอยขีดข่วนรอบคัน

อีกเรื่องที่ต้องเช็กคือระบบนำทางและชนิดน้ำมัน เพราะรถเช่าญี่ปุ่นแต่ละรุ่นอาจใช้น้ำมันต่างกัน เช่น Regular, High-octane หรือ Diesel หากเติมผิดประเภทอาจเกิดค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ หากมีเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปีโดยสาร ต้องใช้ Child Seat ตามกฎจราจรญี่ปุ่น

เช็กรถก่อนออกจากสาขา :

  • ถ่ายรูปรถรอบคันอย่างน้อย 4 ด้าน
  • ตรวจระดับน้ำมันและชนิดน้ำมัน ควรมีน้ำมันเต็มถัง และสอบถามกับพนักงานว่ารถที่จองต้องใช้น้ำมันชนิดใด ควรมีน้ำมันเต็มถัง และสอบถามกับพนักงานว่ารถที่จองต้องใช้น้ำมันชนิดใด
  • ลองตั้งค่า GPS หรือ Mapcode ของจุดหมายแรก เพื่อตรวจสอบว่า GPS ในรถทำงานอย่างปกติหรือไม่ หากมีความผิดปกติ ควรแจ้งพนักงานทันที
  • ตรวจ ETC Card ว่าเสียบถูกต้องหรือไม่ หาก ETC Card เสียบไม่ถูกต้อง จะทำให้ไม้กั้นที่ทางด่วนไม่เปิด
  • เช็ก Child Seat หากเดินทางกับเด็กต่ำกว่า 6 ปี หากไม่ใช้ Child Seat บริษัทเช่ารถอาจไม่ปล่อยรถ เนื่องจากผิดกฎหมายญี่ปุ่น หากไม่จองไปสามารถแจ้งเพิ่มกับพนักงานตอนรับรถได้

นอกจากการตรวจรอยรถและอุปกรณ์พื้นฐานแล้ว ควรถามพนักงานให้ชัดเจนเรื่อง วิธีคืนรถและเงื่อนไขน้ำมัน ด้วย เพราะบริษัทเช่ารถญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักใช้เงื่อนไข “รับรถน้ำมันเต็มถัง คืนรถน้ำมันเต็มถัง” หากคืนรถโดยไม่ได้เติมน้ำมัน อาจถูกคิดค่าน้ำมันตามเรทของบริษัท ซึ่งบางครั้งสูงกว่าการเติมเองที่ปั๊มใกล้สาขา

อีกเรื่องที่ควรถามคือกรณีฉุกเฉิน เช่น รถเสีย ยางรั่ว อุบัติเหตุ หรือมีไฟเตือนขึ้นหน้าปัด ควรโทรหาเบอร์ไหนก่อน โดยทั่วไปไม่ควรแก้ปัญหาเองหรือขับต่อหากไม่แน่ใจ ควรจอดในที่ปลอดภัย โทรหาบริษัทเช่ารถ และหากเกิดอุบัติเหตุให้แจ้งตำรวจญี่ปุ่นที่เบอร์ 110 ก่อนเสมอ เพื่อให้มีบันทึกเหตุการณ์สำหรับประกันรถเช่า

คืนรถที่สนามบินอย่างไรให้ทันไฟลท์

การคืนรถที่สนามบินควรเผื่อเวลาให้มากกว่าการคืนรถในเมือง เพราะต้องมีขั้นตอนเติมน้ำมัน ตรวจรถ ชำระค่าทางด่วน คืน ETC Card และบางสาขาต้องนั่ง Shuttle Bus กลับไปยังอาคารผู้โดยสาร หากเป็นไฟลท์ระหว่างประเทศ แนะนำให้เผื่อเวลาคืนรถก่อนเวลาเช็กอินอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้รีบจนลืมของหรือพลาดขั้นตอนสำคัญ

ก่อนคืนรถควรค้นหาปั๊มน้ำมันใกล้สาขาคืนรถไว้ล่วงหน้า 1 แห่ง และเก็บใบเสร็จหลังเติมน้ำมันไว้จนกว่าการคืนรถเสร็จเรียบร้อย หากคืนรถช้ากว่าเวลาที่จองไว้ แม้เพียง 1–2 ชั่วโมง บางบริษัทอาจคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มตามเงื่อนไขการเช่า

Checklist ก่อนคืนรถ :

  • เติมน้ำมันให้ตรงตามเงื่อนไขบริษัท
  • ตรวจของใต้เบาะ ช่องเก็บของ และท้ายรถ
  • คืน ETC Card และอุปกรณ์เสริมทั้งหมด
  • เผื่อเวลานั่ง Shuttle Bus กลับอาคารสนามบิน

รับรถเช่าที่สนามบิน vs รับรถในเมือง แบบไหนเหมาะกว่า

การรับรถเช่าที่สนามบินเหมาะกับคนที่ต้องการเริ่มขับออกนอกเมืองทันทีหลังลงเครื่อง เช่น จากสนามบินนาริตะไปฟูจิ / จาก New Chitose ไปซัปโปโร บิเอะ หรือฟุราโนะ เพราะไม่ต้องลากกระเป๋าขึ้นรถไฟหลายต่อ และสามารถจัดกระเป๋าไว้ในรถได้เลยตั้งแต่วันแรก แต่ข้อควรระวังคือขั้นตอนรับรถอาจใช้เวลาประมาณ 40–90 นาที รวมการรับกระเป๋า ติดต่อเคาน์เตอร์ รอ Shuttle Bus และตรวจรถก่อนออกเดินทาง

ส่วนการรับรถในเมืองเหมาะกับคนที่วางแผนเที่ยวในโตเกียว โอซาก้า เกียวโต หรือซัปโปโรก่อน 1–2 วัน แล้วค่อยเริ่ม Road Trip ภายหลัง วิธีนี้ช่วยประหยัดค่าเช่ารถ ค่าจอดรถในเมือง และลดความเครียดจากการขับในเขตจราจรหนาแน่น

สรุปง่าย ๆ คือ ถ้าลงเครื่องแล้วขับไปต่างจังหวัดทันที ให้รับรถที่สนามบิน แต่ถ้าเที่ยวในเมืองก่อน ค่อยรับรถในเมืองจะคุ้มกว่าและวางแผนง่ายกว่าครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถเช่าที่สนามบิน

Q: เช่ารถญี่ปุ่นที่สนามบินต้องใช้ใบขับขี่สากลไหม?

A: ต้องใช้ใบขับขี่สากลแบบ Geneva Convention 1949 ตัวจริง พร้อมหนังสือเดินทาง และใบยืนยันรับรถ ไม่ควรใช้รูปถ่ายหรือสำเนาแทนเอกสารจริง เพราะบริษัทเช่ารถอาจปฏิเสธการส่งมอบรถได้

Q: รับรถที่สนามบินใช้เวลาประมาณกี่นาที?

A: โดยทั่วไปควรเผื่อเวลา 40–90 นาที นับตั้งแต่รับกระเป๋า ติดต่อเคาน์เตอร์ นั่ง Shuttle Bus ไปสาขา ทำสัญญา ตรวจรถ และตั้งค่าระบบนำทาง หากเป็นช่วงวันหยุดหรือไฟลท์ลงพร้อมกันหลายเที่ยว อาจใช้เวลานานกว่านี้

Q: สามารถรับรถตอนกลางคืนได้ไหม?

A: ขึ้นอยู่กับเวลาทำการของแต่ละบริษัทเช่ารถ โดยส่วนใหญ่จะเปิดให้บริการถึง 20.00 – 21.00 น. หรือบางบริษัทอาจมีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ควรตรวจสอบเวลาทำการของแต่ละบริษัทก่อนจองรถ

Q: ถ้าเครื่องบินดีเลย์และไปรับรถช้าต้องทำอย่างไร?

A: ควรติดต่อบริษัทเช่ารถทันที หรือแจ้งหมายเลขไฟลท์ไว้ตั้งแต่ตอนจอง หากรับรถนอกเวลาทำการอาจต้องเปลี่ยนเวลารับรถหรือรับรถในวันถัดไป ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสาขา

Q: คืนรถต่างสนามบินได้ไหม?

A: บางบริษัททำได้ เช่น รับรถที่สนามบินหนึ่งและคืนอีกสาขาหรืออีกเมืองหนึ่ง แต่ควรเช็กค่าธรรมเนียมคืนรถต่างสาขาก่อนจอง เพราะบางเส้นทางอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มค่อนข้างสูง

Q: ถ้ารับรถเช่าที่สนามบินแล้วอยากแวะเที่ยวทันที ทำได้ไหม?

A: ทำได้ แต่ไม่ควรวางแผนแน่นเกินไปในวันแรก เพราะหลังลงเครื่องอาจใช้เวลารับรถประมาณ 40–90 นาที และคนขับอาจเหนื่อยจากการเดินทาง แนะนำให้เลือกจุดแวะที่ไม่ไกลจากสนามบินมาก เช่น ร้านอาหาร จุดชมวิว หรือโรงแรมที่อยู่ระหว่างทาง แทนการขับไกลหลายร้อยกิโลเมตรตั้งแต่วันแรก

การเช่ารถญี่ปุ่นที่สนามบินช่วยให้เริ่มทริปได้สะดวก โดยเฉพาะทริปครอบครัว ทริปกระเป๋าเยอะ หรือเส้นทางที่รถไฟเข้าถึงยาก สิ่งสำคัญคือเตรียมเอกสารให้ครบ เผื่อเวลารับรถ 40–90 นาที ตรวจรถก่อนออกเดินทาง และวางแผนคืนรถให้ทันไฟลท์ นอกจากนี้ควรบันทึกเบอร์โทรสาขารถเช่า เช็กชนิดน้ำมัน และเตรียมแผนสำรองไว้ หากไฟลท์ดีเลย์หรือรับรถช้ากว่าเวลาจอง

หากไม่มั่นใจเรื่องการขับรถเองหรือเดินทางกับผู้สูงอายุ สามารถเลือกบริการรถส่วนตัวพร้อมคนขับแทนได้ สอบถามเพิ่มเติมที่ paijapanmai.com เพื่อวางแผนรถเช่าหรือรถพร้อมคนขับให้เหมาะกับทริปญี่ปุ่นของคุณ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top